James Dean : ขวัญใจวัยรุ่นอเมริกันยุค 50’s (ตอน 1)

The Death Car : Porsche 550 Spyder

  การหลงใหลไล่กรี๊ดใส่ “Teenage Idol” ซึ่งมักจะได้แก่ ดารา นักร้อง ผู้นำทางความคิดไม่ว่าจะยุคไหนเวลาใด ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก สมัยก่อนที่ความก้าวหน้าทางสื่อสารมวลชน และระบบติดต่อโทรคมนาคมมีไม่มาก ความบ้าคลั่งนี่เป็นแบบปัจเจกไม่ค่อยเกาะกลุ่มเสริมพลังกัน ครั้นพอระบบต่างๆ นี้มันเจริญขึ้นก็จะเกิดความเป็นกลุ่มต่างๆ บ้างก็ถึงขนาดเป็น “Chapter” ซึ่งถ้าแปลเอาเองโดยไม่เปิดดิคความเข้าใจของผู้เขียนจะหมายถึง การเข้าไปถูกครอบงำเป็น “ลัทธิ” ของกลุ่มต่างๆ ได้ง่ายๆ

  วันนี้ผู้เขียนจะนำเอาเรื่องของ “James Dean” มาพูดกัน ทำไมต้องเป็น James Dean? ทำไมไม่เป็น Jesse James หรือพวก Wyatt Earp? เหตุผลก็คือ เราสามารถโยง James Dean เข้าไป “หากิน” ในเรื่องรถยนต์ได้ เพราะ หนึ่งเขาบ้ารถ สองเขาบ้าแข่งรถ สามเขาตายในรถ สี่รถที่เขาตายนั้นมี “ผีสิง” จริงไม่จริงเดี๋ยวมาว่ากัน ที่นี้ถ้าถามต่อว่าทำไมไม่เอาดาราเมืองนอกอื่นๆ ที่ดังๆ และบ้ารถมาเขียน คำตอบคือ ยังขี้เกียจเขียน เอาไว้เมื่อถึงเวลาผู้เขียนจะเอาของจริงที่เป็นตำนาน (แต่ไม่ใช่ดารา) อเมริกันต้นยุค 30’s มาว่าให้ฟังในเรื่อง “Bonnie & Clyde” สองผัวเมียจอมโจรที่อาละวาดอยู่แถวเท็กซัสและใกล้เคียงทางใต้ของประเทศ ก็เป็นผู้ที่บ้ารถเอามากๆ โดยเฉพาะ Ford ที่เขาชื่นชอบเพราะขับหนีตำรวจได้คล่องดี และเคยเขียนจดหมายชมเชยเข้าไปหา “Henry Ford” ประธาน CEO (สมัยนั้นยังไม่มีตำแหน่งนี้หรอก) มาแล้ว ซึ่งฉากสุดท้ายทั้งคู่ก็ตายด้วยกันใน Ford เช่นกัน รู้สึกจะเป็นรุ่น Flathead ปี 1933 หรือไงเนี่ยะ โดยไปถูกยิงพรุนอยู่แถว Louisiana ซึ่งถ้าจะเขียนก็โยงไปถึง Death Car ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี Death Car คันนั้นก็ไม่น่าสนใจนัก เพราะ หนึ่งไม่เห็นมีตำนาน “ผีสิง” สองรูปมันน่ากลัวมากมีรอยกระสุนพรุนๆ เจาะเต็มไปหมด ทำให้รู้สึกกลัว (ผี) แม้จะเขียนตอนกลางวันก็ตาม สามDeath Car  ของ Bonnie & Clyde นั้นยังไม่ถูกกล่าวขานว่าเป็น “Cursed Car” หรือรถที่ต้องคำสาปดังรถของ James Dean ซึ่งขยายผลให้เกิดคนตาย, บาดเจ็บ, พินาศไปตามๆ กัน อันเป็นเรื่องแปลก สี่บุคลิกของ James Dean เองที่โดดเด่น ตรงนี้ถือว่าน่าศึกษา James Dean นั้นส่งอิทธิพลถึงศิลปินและนักร้องรุ่นหลังๆ หลายคน เช่น Paul Neuman, Al Pacino รวมถึง Bob Dylan ที่พยายามจะหาแจ๊คเก็ตแดงมาใส่และโพสต์ท่าเลียนแบบจนกลายเป็น “Jester” หรือพวกตัวตลกทำตัวเปิ่นเชยในช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง และถูกล้อเลียนในเพลง “American Pie” ของ Don Mclean ในช่วงปี 1972 ได้จะๆ (เน้น)ห้า(เน้น) ปัจจุบันยังมีบางคนเชื่อว่า James Dean “แกล้งตาย” คล้าย Elvis แกล้งตายโดยพยายาม “Disfigured” ตัวเองเพื่อหนีความโด่งดังอยากกลับไปอยู่อย่างสงบ ตรงนี้คิดว่าเป็นกลวิธานหลีกหนีความจริงเพื่อทำให้รู้สึกสบายใจตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้นมากกว่า เช่น เด็กที่มาจากครอบครัวยากจนมักจะโอ่ถึงความร่ำรวยคนที่มีบุคลิกด้อยจะเรียกร้องความสนใจหรือพยายามจับกลุ่มเข้าพวกหน้าตาดี (กลายเป็นตัวตลกหรือกากของกลุ่ม) เป็นต้น

เนื้อหา & สาระของชีวิต  James Dead

     James Dean นั้นเป็นศิลปินประเภท “Die Young” ตรงนี้หมายถึงเป็นพวกที่ตายเร็วนะไม่ได้หมายความว่า Die Young นั้นเป็นสไตล์เพลงแนวภาพยนตร์ทำนองคล้ายอินดี้, ไซไฟ อะไรพวกนั้น ก็แปลกที่ถ้าศิลปินใดที่ตายเร็วพวกนี้มักจะกลายเป็นตำนานไปก็หลายคน ถ้าเป็นดาราก็เช่น Marilyn Monroe และอีกหลายคนที่ใช้คำนี้เพราะไม่ใช่นักดูหนัง แต่ถ้าเป็นศิลปินนักดนตรีนี่จะรู้เยอะหน่อย เช่น Jimi Hendrix, Duane Allman, Janis Joplin, Ritchie Vallen, Jim Morrison มองอีกแง่การตายเร็วนั้นอาจเป็นตัวการที่ทำให้เป็นตำนานเพราะมักจะจากไปตอนที่กร๊าฟมันยังไม่ตก ถ้าอยู่ต่ออีก 20-30 ปีแล้วตายก็อาจกลายเป็นซากแก่ๆ ไม่หลงเหลืออะไรให้น่าจดจำก็ได้

  

     James Dean ของคุณนั้นเติบโตวิ่งเล่นอยู่แถวอินเดียน่า เคยย้ายไปลอสแองเจิลลิสช่วงสั้นๆ แต่ก็กลับมาอยู่อินเดียน่าอีก ดังนั้นถ้าจะให้ถัวเฉลี่ยน่าจะจัดว่าถูกหล่อหลอมมาเป็นชาว “มิดเวสท์” น่าจะได้ อันอินเดียน่านี้เขาก็ไม่ได้อยู่แถบในเมืองนัก แต่อาศัยอยู่แถบชนบทที่ทำไร่ทำฟาร์ม สรุปคือ ค่อนข้างจะบ้านนอกซักหน่อยว่ากันตรงๆ แต่เขาก็มีสมองดีอาจเป็นเพราะมีบิดา (พ่อ) เป็นพวกทันตแพทย์ก็ได้ James Dean สามารถเรียนจนจบ U.C.L.A ได้ก็แล้วกัน (อ้อ!! ลืมบอกไปว่าเขาเกิดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1931) โดยใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงมาเนิ่นนานและตอนเรียนปริญญาตรีที่นี่ก็จบทาง Theatre ซึ่งก็ถือว่ามีวิสัยทัศน์เพราะแถวนั้นมันใกล้ฮอลีวู้ด และตัวเองก็หน้าตาดีโดยหล่อแบบเจือบ้านนอกหน่อยๆ พอเรียนจบ James Dean ไม่ได้ปล่อยให้โชคชะตาวิ่งเข้ามาชน แต่รู้จักเสาะหางานด้านการแสดงโดยข้ามฟากไปถึงนิวยอร์คโน่นเข้าในวงการบรอดเวย์ ปูพื้นฐานประสบการณ์จริง ตรงนี้ขอข้ามไปเลยเยิ่นเย้อเอาเป็นว่ามีแมวมองไปเจอแล้วดึงเข้ามาเล่นหนังแล้วกัน คือ เรื่อง East of Eden, Rebel without a cause (เรื่องนี้ปัจจุบันเป็นตำนานไปแล้ว เพราะมีแข่งรถที่เจ้าตัวชอบเป็นทุนอยู่ด้วย), Giant ซึ่งร่วมกับ Elizabeth Taylor และ Rock Hudson จากนั้นก็ตาย เขาตายตอนที่ Rebel Without a Cause ยังไม่ได้เข้าฉาย (เหลืออีกแค่สิบวัน) และ Giant นั้นกะว่าจะฉายปีถัดมา ดังนั้น James Dean จึงไม่มีโอกาสอยู่ดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ในทางกลับกันถ้าไม่ตายหนังทั้งสองนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่? น่าคิด!

สมัยก่อนเห็นวิ่งกันหลายคันไร้ค่าในบ้านเรา

 กลายไปเป็นซากจอดทิ้งอยู่แถวโคราชเยอะมาก สกลนคร หนองคาย อุบล ตามมาติดๆ ร้อยละเกือบร้อยเปลี่ยนใส่เครื่องญี่ปุ่นมาเรียบร้อย พร้อมขับแต่ไม่พร้อมจะสะสม นัยว่าสูญสิ้นจิตวิญญาณอเมริกันไปแล้ว เมื่อวงการเขาบ้ารถเรโทรมันกลับกลายเป็นรุ่นที่วงการกระบะอเมริกันสะสม มีค่าราวพระเครื่อง นานๆจึงจะเห็นรูปที่เขามาโชว์ในเน็ต ผู้เขียนเคยไปเห็นตัวจริงและเอากล้องฟิล์มถ่ายมันได้ที่บ้านบางเขนในสภาพเดิมมาก เจ้า Advance นี่ออกมาต่อจาก AK Series ตัวพี่ที่ผลิตออกมาช่วงหลังสงครามโลก ครั้นปี 1947 GM ก็ผลิตมันออกมาจำหน่าย ไล่มาหลายขนาดเครื่อง ใช้งานตามแต่ละวัตถุประสงค์ชองผู้บริโภคอเมริกันเป็นหลัก ไม่ง้อส่งออกเพราะช่วงนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดีทรอยท์ทระนงองอาจไม่ง้อผู้ใด

    เริ่มจากรุ่นเล็กสุดกระบะครึ่งตัน วางเครื่อง 3.5 ลิตร ถัดมาเป็นสามส่วนสี่ตันกับ 3.9 ลิตร ไล่มาสุดที่หนึ่งตัน 4.3(V-8) ลิตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา 3/4 จังหวะและออโต้ 4 จังหวะ  พอคลอดออกมาก็ขายดีทันที เพราะใหญ่ขึ้น แกร่งขึ้น สวยเพรียวลม ลื่นตากว่าเจ้า AK เดิม คนไทยเราชอบตั้งชื่อ ตั้งไปเรื่อยตั้งแต่ลูกตัวเอง ตั้งชื่อใหม่ให้เพื่อน หมาแมว แม้กระทั่งรถที่บางครั้งนำไปเปรียบกับสัตว์ กับอุปกรณ์ของใช้ ยกตัวอย่างโตโยต้า คราวน์ ‘ปลากระโห้’   โฟล์คเต่า  ปอร์เช่เจ้าชายกบ โตโยต้าโดราเอมอน ฮอนด้าเตารีด  เจ้า Chev รุ่นนี้คนไทยเรียกรุ่น ‘5ซี่’ เพราะกระจังหน้ามันแยกเป็นช่องๆ นับแล้วมีแถบโครเมี่ยมที่เขาตกแต่งเด่นอยู่ 5 ชิ้นดังรูป

   Advance Series คือหนึ่งในกระบะที่ ‘วงการคนบ้าตำนานเพลง’ ต่างประเทศเขาเดาว่าน่าจะเป็นรถที่ Don McLean กล่าวถึงตอนขับไปแล้วแห้ว คือทั้งตอนที่กะจะขับไปปล่อยอารมณ์ริมเลวี่(อ่างเก็บน้ำ)แต่ก็พบกับความเหือดแห้ง และตอนหอบคาร์เนชั่นชมพูไปมอบให้สาว  

ฉากจบชีวิตของ James Dean

การรักในความเร็วไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ อีกทั้ง James Dean ขับรถเร็วเป็นนิสัย เขาซื้อ Porsche คันนี้เพราะตั้งใจจะเอาลงแข่งนั่นเอง มันคือการแข่งที่สนาม Salinas ที่แคลิฟอร์เนียที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 1955 ก่อนหน้านั้นเขาก็มีฝีมือในการขับรถแข่งถึงขนาดติดอันดับต้นๆ ในสาระบบนักแข่งด้วย เขาใช้เงินที่ได้จากการแสดงเป็นจำนวน 7,000 เหรียญ เพื่อซื้อ Porsche 550 Spyder สีเงินมาแต่งเพื่อจะลงแข่งครั้งนี้ เป็นรถที่ผลิตมาปีนั้น 90 คันทั่วโลก แม้เขาจะหลงใหลรถคันนี้แต่พรรคพวกผู้แวดล้อมต่างรู้สึกทะแม่งๆ หลายคนรู้สึกว่ารถคันนั้นไม่ค่อยดีนัก เพื่อนดาราอย่าง Ursula Andress (ดาวยั่วปอดโตสมัยก่อน) และ Nick Adams เคยบอกเขาเรื่องนี้แต่เขาบอกว่าชอบความเร็วและพร้อมจะตายกับมัน จากคำสัมภาษณ์ George Barris ผู้ทำหน้าที่จัดหารถให้กับ James Dean บอกว่ารถคันนี้ทำให้เขาได้กลิ่นอายของความตายแฝงอยู่ ดาราอื่นอย่าง Alec Guiness เคยบอกให้ James Dean  ขายรถคันนี้ทิ้งเสีย แม้กระทั่งลุงของเขา Charlie Nolan ก็เคยเตือนไม่ให้เขาขับรถคันนี้ รถคันนี้ถูกเปลี่ยนกระจกหน้าแบบเต็มวงมาเป็นบานเล็กๆ เพื่อให้ลู่ลมขึ้น วันเกิดเหตุขับออกจากแอล.เอ.มุ่งไปบนทางหลวงสาย 99 โดยมี Rolf Wuetherich นายช่างเชื้อสายเยอรมันที่เขาจ้างมา “ดูแล” รถคันนี้นั่งไปด้วย ด้านนาย Rolf คนนี้นั้น James Dean ทำสัญญาว่าจ้างไว้ตอนซื้อรถเพื่อให้มา “ดูแล” Porsche คันนี้โดยเฉพาะ วันๆ ไม่ต้องทำอะไร ขณะนั้นทั้งคู่ออกมาลองรถเพื่อปรับแต่งให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก จะได้ลงแข่งที่สนาม Salinas แบบไม่ให้เสียชื่อ James Dean ตามหลังมาเป็นรถสเตชั่นแวก้อนขนสัมภาระถ่ายภาพพร้อมช่างกล้องและดาราที่ไม่ค่อยดังอีกคนคือ Bill Hickman ทั้งคู่ก็ไล่ตาม Porsche ไปและจับช็อตเด็ดๆ เพื่อสร้างเป็นเรื่องราวการแข่งรถของ  James Dean

     ออกนอกเมืองตาม Route 99 พอถึงช่วงทางเปิด James ก็กดหายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทิ้งรถแวก้อนไว้หายลิบไป ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง ว่าแล้ว James Dean ก็ถูกดักจับความเร็ว รายงานข่าวบอกว่าเขากดไปถึง 115 ไมล์ต่อชั่วโมง เปลี่ยนเส้นทางมาเพื่อขับต่อไปแถวภูเขา Diablo Range (เคยเขียนไว้ใน Easy Riders “นักเลงมอเตอร์ไซค์” เล่มเก่า) ชานแอล.เอ.ก็ 5 โมงกว่า ขณะนั้น Donold Turnupspeed (โปรดสังเกตนามสกุลและแปลความหมายเอาเอง) นักศึกษาสถาบันโพลีเทคนิค แคลิฟอร์เนีย ขับรถกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปลายสัปดาห์ บนเส้นทางเดียวกันแต่มีทิศทางตรงกันข้าม บ่าย 5 โมง 59 นาที ขณะที่ James Dean พยายามจะเลี้ยวซ้ายข้ามไฮเวย์จะเป็นเพราะอะไรไม่ทราบรถทั้งคู่ “เจอ” กันเต็มๆ ด้วยความเร็วสูง ผลคือ James ข้าวมันไก่ เอ๊ย Dean คอหักและบาดเจ็บหลายแห่ง ตายระหว่างทางไปโรงพยาบาล ส่วน Rolf  ช่างเทคนิคของ Porsche กระเด็นลอยไปนอกรถขาหัก, กรามหักและช้ำในหลายจุด ในขณะที่คู่กรณี Turnupspeed มีแผลแตกเล็กน้อย, ฟกช้ำให้หมอดูอาการรับการการพยาบาลเล็กน้อยก็กลับบ้านได้ สิ้นสุดชีวิตของ James Dean เมื่ออายุเพียง 24 ปี ขณะนั้นคือ เวลาเกือบ 6 โมงเย็นของวันที่ 30 กันยายน 1955 สถานที่เกิดเหตุคือ Paso Robles แคลิฟอร์เนีย สภาพ Porsche ของเขาม้วนงอแทบจะขาดเป็น 2 ท่อน หนังสือพิมพ์ Daily Post ได้ลงข่าวของเขาว่า “James Dean ดารานำในภาพยนตร์เรื่อง East of Eden ของ Steinbeck ที่เพิ่งเข้าฉายเร็วๆ นี้เสียชีวิตแล้วจากรถชนกันในแคลิฟอร์เนีย ขณะที่กำลังเดินทางไปกับ Rolf Wuetherich เพื่อนของเขาซึ่งเชื่อกันว่ารอดชีวิตแม้จะบาดเจ็บสาหัสก็ตาม ตำรวจท้องถิ่นยังไม่แน่ใจสภาพการณ์ที่แท้จริงของอุบัติเหตุ แม้ว่ามีรถอีกคันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม”

 

     ปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับชีวิตเพียง 24 ปีของ James Dean ผู้กำลังจะย่างเข้าวัยเบญจเพส! เขาฝากผลงานภาพยนตร์ไว้เพียง 3 เรื่องคือ East of Eden, Rebel without a cause และ Giant ตอนตายนั้นเรื่องแรกเพิ่งถูกฉายไปอาทิตย์เดียว

สัมผัสยานยนต์ รถหรูมือสอง คัดสรร..

 ซุปเปอร์คาร์

22/126 ถนนถนนคลองลำเจียก แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

Tel: 089-789-6515 (Hotline),             087-054-6020 (Hotline),

       094-585-7878,

       085-679-7654,

       095-517-2789

  • Grey Facebook Icon
  • line
  • Grey Google+ Icon
  • Grey YouTube Icon

© 2023 by Auto Express. Proudly created with Wix.com